<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วัดสำคัญของจังหวัด]]></title>
<link>https://pkt.onab.go.th/th/content/category/index/id/110</link>
<atom:link href="https://pkt.onab.go.th/th/content/category/index/id/110" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วัดไชยธาราราม (วัดฉลอง)]]></title>
<link>https://pkt.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5048</link>
<guid isPermaLink="false">56113ac6295dc99f708d2026fcb416d5</guid>
<pubDate>Mon, 12 Apr 2021 21:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัดไชยธาราราม ตั้งอยู่เลขที่ 70 บ้านฉลอง หมู่ที่ 6 ถนนเจ้าฟ้า ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต สังกัดมหานิกาย &nbsp;เป็นวัดแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดภูเก็ต เนื่องจากวัดฉลองเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อของหลวงพ่อแช่ม หรือ พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี ปูชนียบุคคลที่ได้รับความเคาพรสักการะจากประชาชนทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวจีน ผู้นับถือพระพุทธศาสนา มานานกว่าร้อยปี ในฐานะวีรชนผู้ปกป้องบ้านเมืองเนื่องในการต่อต้านชาวจีนอั้งยี่ที่ก่อความวุ่นวายขึ้นในเมืองภูเก็ต เมื่อ พ.ศ.2419 และเป็นที่พึ่งทางกายและจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั่วไป &nbsp; มีการบันทึกในเอกสารของชาวต่างประเทศว่า เมื่อปี พ.ศ.2310 ครั้งอยุธยาจวนจะเสียแก่พม่า มีเรือสินค้าชาวอังกฤษหนีภัยสงครามมาจากเบงกอลแวะหลบพายุและหาเสบียงอาหารที่อ่าวฉลอง เรือสำเภาอังกฤษลำนั้นได้เข้ามาตามลำน้ำบางใหญ่แต่ก็ได้ถูกชาวบ้านซึ่งประกอบด้วยมลายูและไทยทำร้ายนายเรือปล้นเอาสินค้าไปจนสิ้น บันทึกนี้นับได้ว่าเป็นการกล่าวถึงชุมชนเมืองโตยองเป็นครั้งแรกที่ปรากฎเป็นเอกสารในประวัติศาสตร์ เดิมนั้นวัดที่ตั้งอยู่ในชุมชนแห่งนี้มีอยู่วัดเดียวคือ &quot;วัดโคกโตนด&quot; หรือวัดลัฎฐิวนาราม ต่อมาเมื่อเมืองถลางบางโรงเสียแก่พม่าในปี พ.ศ.2352 ก็มีชาวถลางส่วนหนึ่งอพยพหนีภัยสงครามเข้ามายังลำน้ำบางใหญ่ และตั้งเป็นชุมใหม่ขึ้นที่ริมลำน้ำ ได้มีการสร้างวัดขึ้นใหม่ในสมัยนั้นโดยพ่อท่านเฒ่าซึ่งได้รับอาราธนาให้มาเป็นมิ่งขวัญของผู้อพยพ วัดที่สร้างขึ้นใหม่นั้นมีชื่อว่า &quot;วัดชาวถลาง&quot; หรือ &quot;วัดชาวฉลอง&quot; ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนไปเป็นวัดฉลอง &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pkt.onab.go.th/th/file/get/file/20210412c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b213238.png' type='image/png' length='722817' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดมงคลนิมิตร พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://pkt.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/5040</link>
<guid isPermaLink="false">ad86688ac6594471085f1da9a5054b04</guid>
<pubDate>Mon, 12 Apr 2021 21:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดมงคลนิมิตร เป็นพระอารามหลวงแห่งเดียวในจังหวัดภูเก็ต เป็นวัดเก่าแก่ของปู่ย่า ตายาย ของชาวเมืองภูเก็ต ประชาขนนิยมเรียกว่า &quot;วัดกลาง&quot; เพราะวัดนี้ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองภูเก็ต&nbsp;เหตุที่เปลี่ยนชื่อ &quot;วัดกลาง&quot; มาเป็น &quot;วัดมงคลนิมิตร&quot; นั้น เนื่องจากวัดนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สมัยยังเป็นมณฑลภูเก็ต และทางราชการให้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาทุกๆ ปี เป็นสถานที่ประกอบพิธีน้ำประชาพิเศกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 4-5-6-7 ทั้งรัฐพิธีและราชพิธีต่างๆ ก็ได้ประกอบที่วัดนี้มาโดยตลอด พึ่งมายกเลิกเสียเมื่อคราวยุบเป็นมณฑลภูเก็ต ทางราชการและประชาชนทั่วไป จึงนิยมนับถือวัดนี้ว่าเป็นสิริมงคลอันสูงสุด ทางราชการจึงได้ขนานนามวันนี้ขึ้นใหม่ว่า &quot;วัดมงคลนิมิตร&quot; ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ต่อมาได้พระราชทานยกขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อ พ.ศ. 2496 ในกาลต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จประพาสภาคใต้ พระองค์ได้เสด็จมาวัดนี้เมื่อปี พ.ศ. 2502</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pkt.onab.go.th/th/file/get/file/20210412dcaeb71ae1b9cfe1f2c1504812f53670210254.jpg' type='image/jpg' length='494990' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดพระนางสร้าง]]></title>
<link>https://pkt.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/646</link>
<guid isPermaLink="false">e734d95ff869db47455b1b414338eb42</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตำนานเดิมของวัดพระนางสร้าง มีผู้เล่าสืบต่อๆกันมาว่า พระนางเลือดขาว เป็นมเหสีของผู้ครองนครใดไม่ปรากฏแน่ชัด เป็นผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ต่อมาถูกเสนาบดีในนครกลั่นแกล้ง กราบทูลต่อเจ้าผู้ครองนครใส่ร้ายว่า พระนางมีชู้กับมหาดเล็ก เจ้าครองนครหลงเชื่อ จึงรับสั่งให้เพชฌฆาต นำพระนางและมหาดเล็กนั้น ไปประหารชีวิต พระนางได้พยายามขอร้อง และแสดงความบริสุทธิ์ ถึงกระนั้นเจ้าผู้ครองนครก็ไม่ยอมเชื่อ เมื่อหมดหนทาง พระนางจึงได้ขอผ่อนผันให้ได้ไปนมัสการพระบรมธาตุที่เมืองลังกาเสียก่อน แล้วจะกลับมาให้ประหารชีวิต ในสมัยนั้น คนที่เดินเรือมาจากหมู่เกาะสุมาตราและเมืองลังกา ได้เล่าให้คนในนครนั้นฟังเสมอๆว่าที่เมืองลังกา พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก และในปีต่อมานั้นจะมีงานกุศลทางพุทธศาสนาครั้งยิ่งใหญ่ด้วย เจ้าผู้ครองนครจึงตกลงยินยอมให้พระนางไปเมืองลังกา เพราะคงมีเหตุผลที่ว่าคนในนครนั้น ไม่ชำนาญในการเดินเรือและหนทางก็ไกลมาก พระนางคงจะไปสิ้นพระชนม์เสียระหว่างเดินทางมากกว่า พระนางเลือดขาว และคณะที่ยังสวามิภักดิ์ต่อพระนางอยู่ ก็ออกเดินทางไป ตลอดเวลาของการเดินทาง พระนางเฝ้าแต่อ้อนวอน และยึดเอาคุณพระศรีรัตนตรัยให้คุ้มครองป้องกัน ทรงบอกแก่ผู้ร่วมเดินทางว่า ถ้าเราไม่สิ้นวาสนาเสียก่อน ต้องไปนมัสการพระบรมธาตุให้จงได้และถ้าเดินทางกลับมาโดยสวัสดิภาพ ก็จะสร้างวัดไว้เป็นที่ระลึก จึงจะไปรับอาญาที่ถูกกล่าวหา อาจจะเป็นด้วยบุญญาธิการที่เคยมีมาก่อน หรือผลานิสงฆ์แห่งการยึดมั่น ต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นได้ พระนางและคณะจึงไปถึงลังกา ได้เข้านมัสการพระบรมธาตุด้วยความปีติยินดี และได้นำโบราณวัตถุหลายอย่างกลับมา ตอนเดินทางกลับ พระนางได้นำเรือเข้าพักที่เกาะถลาง และได้สร้างวัดนี้ไว้เป็นที่ระลึก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า &quot;วัดพระนางสร้าง&quot; หรือ &quot;วัดนาสร้าง&quot; เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียก เล่ากันว่า พระนางได้ปลูกต้นประดู่และตะเคียนไว้ด้วย พระนางคงเอาของมีค่าทางพระพุทธศาสนา ฝังไว้ในเจดีย์บ้าง แต่ตอนนั้นคงไม่ได้สร้างอะไรมากนัก เพราะภูมิเทศเป็นป่า (ต้นตะเคียนและต้นประดู่ ได้ถูกโค่นเพื่อสร้างโรงเรียน เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ปี พ.ศ.2512) เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วก็ออกเดินทางต่อไปกลับสู่นคร &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แม้จะรู้ว่ากำลังไปรับกับความตาย แต่พระนางก็มีความสุข ปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้สร้างกุศลอันยิ่งใหญ่เอาไว้ แต่เมื่อมาถึงชานเมือง ก็ทรงทราบว่าขณะที่พระนางไม่อยู่ ได้เกิดการแย่งชิงราชสมบัติ พระสวามีถูกประหารชีวิต พระนางจึงมิได้เข้าไปในนคร ด้วยเหตุนี้พระนางจึงพ้นโทษจากพระสวามี พระนางทรงกล่าวกับผู้ติดตามว่า ในชีวิตจะต้องสร้างวัดวาอารามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกคนที่ติดตามต่างพากันอนุโมทนาสาธุ ดังนั้นจึงได้นำสิ่งของต่างๆที่นำมาจากเมืองลังกา นำไปสร้างวัดอื่นๆอีก แต่เมื่อเจ้าผู้ครองนครคนใหม่ได้ฟังเรื่องนี้เข้า จึงสั่งให้ทหารมาจับเพื่อนำไปประหารชีวิต พร้อมทั้งแย่งชิงของมีค่าทางพระพุทธศาสนาไปด้วย เมื่อเพชฌฆาตลงดาบตัดศรีษะของพระนางนั้น ปรากฏว่าโลหิตที่พุ่งออกมามีสีขาว ประชาชนจึงขนานนามว่า &quot;พระนางเลือดขาว&quot; ของวัดต่างๆที่พระนางได้สร้างไว้ก็จะมีชื่อตามพระนามของพระนางเป็นส่วนมาก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pkt.onab.go.th/th/file/get/file/202107133535d3693705d073e8385ecedaf422fb113559.jpg' type='image/jpg' length='474858' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดสิริสีลสุภาราม (วัดหลวงปู่สุภา)]]></title>
<link>https://pkt.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/647</link>
<guid isPermaLink="false">a8b51e47589b844d7436e4fc0698047c</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัดสิริสีลสุภาราม ตั้งวัดเมื่อวันที่ 26 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2546 พระมงคลวิสุทธิ์ (หลวงปู่สุภา กนฺตสีโล) เดิมอยู่ที่วัดเขารังสามัคคีธรรม ต่อมาเมื่อมีปี 2554 มีผู้ศรัทธาบริจาคที่ดินแปลงบริเวณ ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต ท่านจึงย้ายมาอยู่ในที่ดินดังกล่าว และสร้างวัดใหม่ขึ้น เป็นวัดที่ 39 และรับตำแหน่งเจ้าอาวาสมีเป็นวัดแรก และวัดแห่งใหม่นี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตต์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานนามว่า วัดสิริสีลสุภาราม ท่านดำรงอยู่ในตำแหน่งเจ้าอาวาส 8 ปี และถึงแก่มรณภาพ วันแห่งนี้จึงเป็นวัดที่เกิดจากศรัทธาในหลวงปู่สุภา และได้จัดตั้งขึ้น จนถึงปัจจุบัน รวม 17 ปี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pkt.onab.go.th/th/file/get/file/202104129da52ec412b784945b354aceebcfdb49204516.JPG' type='image/jpg' length='6016512' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดพระทอง]]></title>
<link>https://pkt.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/648</link>
<guid isPermaLink="false">a1c2fe5565b5853ddaea85044918445c</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดพระทอง หรือ วัดพระผุด เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงวัดหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ที่มาของชื่อ &ldquo;วัดพระผุด&rdquo; มาจากที่วัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปที่โผล่จากพื้นดินเพียงครึ่งองค์ พระเจ้าปะดุง แม่ทัพพม่า ยกทัพมาตีเมืองถลาง ทหารพม่าพยายามที่จะขุดพระผุดเอากลับไป แต่เมื่อลงมือขุดก็เจอกับฝูงแตนไล่ต่อย จนต้องล้มเลิก ต่อมาชาวบ้าน ได้นำทองหุ้มพระพุทธรูป ที่ผุดจากพื้นดินเพียงครึ่งองค์ นอกจากนี้ยังมีตำนานสมัยก่อนเล่าว่า มีเด็กผู้ชายคนนึงจูงควายไปกลางทุ่งตามคำสั่งพ่อแม่ ไปเจอกับหลักอยู่หลักหนึ่ง โดยหารู้ไม่ว่า เป็นหลักอะไร แต่ก็นำควายมา ผูกไว้กับหลักนั้น และไปวิ่งเล่นตามประสา ตกเย็นกลับถึงบ้าน เด็กก็ล้มเจ็บไข้และตายไป ส่วนควายก็ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ พ่อของเด็กฝันถึงสาเหตุที่ลูกชายและควายตาย เพราะลูกชายไปผูกเชือกล่ามควายไว้กับพระเกตุมาลา รุ่งขึ้นจึงไปดู ก็ตรงกับที่ฝัน จากนั้นชาวบ้านจึงได้ไปเรียนให้ท่านเจ้าเมืองได้ทราบ เจ้าเมืองถลางสั่งให้ขุด แต่เกิดความมหัศจรรย์ มีตัวต่อแตนออกมาอาละวาด เจ้าเมืองจึงสั่งให้จัดเป็นสถานที่กราบไหว้ มุงหลังคาเพื่อกันแดดและฝน ชาวบ้านเรียกว่า &quot; พระผุด&quot; ต่อมาได้มีชีปะขาวรูปหนึ่งมาพักที่เมืองถลาง และรู้ว่ามีพระพุทธรูปทองคำผุดอยู่กลางทุ่งนา ท่านกลัวโจรผู้ร้ายจะขโมยไปขาย จึงชักชวนชาวบ้านแถบนั้นไปเก็บเปลือกหอยมาเผาไฟทำเป็นปูนขาวผสมกับทรายโบกปิดทับเอาไว้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2452 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขณะนั้นดำรงพระยศเป็นพระบรมโอรสาธิราชได้เสด็จประภาสจังหวัดภูเก็ต และได้เสด็จทอดพระเนตรพระผุด ได้ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ว่า &quot;การก่อสร้างพระพุทธรูปสวมพระผุดนี้ก่อด้วยอิฐถือปูน มีแต่พระเศียรกับพระองค์เพียงครึ่งทรวง เพื่อให้ดูเหมือนผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ฝีไม้ลายมือการทำก็กระนั้นแหล่ะ แต่ต้องชมว่าเขากล้า มีคนน้อยคนที่กล้าทำพระเล่นแค่ครึ่งองค์เช่นนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องยอมรับว่าเป็นของควรดูอย่างยิ่ง&quot; พระบรมโอรสาธิราชได้ทรงพระราชทานนามวัดนี้ว่า &quot;วัดพระทอง&quot;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pkt.onab.go.th/th/file/get/file/20210412aa805fb94cf54e6c82202a77d88d4da4203149.JPG' type='image/jpg' length='3618929' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดเทพวนาราม (วัดม่าหนิก)]]></title>
<link>https://pkt.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/649</link>
<guid isPermaLink="false">0a7625fb6e505a656247b03c6aac49c2</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วัดเทพวนาราม หรือ &quot;วัดม่าหนิก&quot; สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 เดิมที่ดินสร้างวัดเป็นส่วนหนึ่งของป่าช้าของนาย นุ้ย ณ ถลาง เป็นที่สำหรับฝังศพคนไทยและคนจีน ก่อนที่นายนุ้ยจะเสียชีวิต ได้ทำหนังสือยกที่ดินแปลงนี้ให้ที่วัด ในเวลาต่อมา หลวงพ่อผัน พุทธสโร ได้ธุดงค์มาบำเพ็ญเพียรภาวนา และพัฒนาสถานที่ดังกล่าวให้เป็นสำนักสงฆ์เพื่อให้พุทธบริษัทได้มาประกอบกิจกรรมทางศาสนา และหลวงพ่อผัน ท่านได้ปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดในพระธรรมวินัย และยังมีความรู้ในการรักษาคนป่วยที่ป่วยเป็นโรคต่างๆด้วยยาสมุนไพร จึงเป็นที่เคารพนับถือของพุทธบริษัทและประชาชนโดยทั่วไปทั้งภายในและภายนอกจังหวัดภูเก็ต</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในขณะนั้น นาย เพียร วัยวุฒิ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดภูเก็ตและเป็นไวยาวัจกรอยู่ใน ณ ขณะนั้น ได้ทำหนังสือขออนุญาตสร้างวัด และดำเนินการสร้างอาคารเสนาสนะ ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2520 และตั้งวัดโดยถูกต้องตามกฎหมายเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2521 ให้ชื่อว่า &quot;วัดเทพวนาราม&quot;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://pkt.onab.go.th/th/file/get/file/20210412712325c96f6f89f82018380f3ea492fa204915.JPG' type='image/jpg' length='8769536' />
</item>
</channel>
</rss>
